MQDC เปิดตัวกรอบแผนงาน ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิวัฒนาการเพื่อยกระดับด้านสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่เป็นมากกว่าแค่ ‘การอยู่อาศัย’

MQDC คาดว่าจะใช้งบระมาณลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาทในระยะ 10 ปีข้างหน้า

MQDC ร่วมมือกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้กับลูกค้าผ่านระบบกลไกโรโบติกส์และนวัตกรรมสมองอัจฉริยะ (Artificial Intelligence – Ai) และบูรณาการการบริการลูกค้าทั้งหมดเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียวกัน ทั้งในด้านการตรวจสอบและการควบคุมระบบต่าง ๆ

โครงการ วิสซ์ดอม รัชดา-ท่าพระ ซึ่งจะเปิดตัวในปีหน้านี้ จะเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่จะเปิดตัวระบบการอยู่อาศัยอัจฉริยะเต็มรูปแบบโดยมุ่งเน้นเพื่อการยกระดับในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวม รวมไปถึงด้านความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (The Research and Innovation for Sustainability Center หรือ RISC) – เป็นหน่วยงานของ MQDC ที่มุ่งทำงานค้นคว้า วิจัย และออกแบบนวัตกรรมการอยู่อาศัย โดยผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการใช้ชีวิตจริง และการประยุกต์ใช้กับนวัตกรรมสมองอัจฉริยะ (Artificial Intelligence – Ai) อย่างลงตัว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือ RISC จะทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและ Start-ups

กรุงเทพ, 18 พฤษภาคม 2560 – แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC), ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯเพื่ออยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูสในระดับสากล และเป็นเจ้าของแบรนด์ แมกโนเลีย และ วิสซ์ดอม

ได้ตอกย้ำนักขายบ้านมืออาชีพความตั้งใจจะตอบโจทย์เทคโนโลยีความเป็นอยู่ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นมากกว่าแค่ ‘การอยู่อาศัย’ แต่เป็นวิวัฒนาการเพื่อยกระดับในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวม โดยจะมีการลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทางบริษัทฯ ได้ประกาศว่าจะเปิด โครงการ วิสซ์ดอม รัชดา-ท่าพระ บ้านอัจฉริยะเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 3/2561

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า แผนการลงทุนดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Sustainovation) ของบริษัทแม่กลุ่มบริษัทดีที (DTGO Corporation Limited – DTGO) ที่จะนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและผู้เช่าในโครงการของ MQDC “เราเชื่อในการลงทุนในความคิดใหม่ ๆ เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้โครงการของเราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะเป็นผลดีต่อความเป็นอยู่โดยรวมของผู้อยู่อาศัยในโครงการของเรา” นายวิสิษฐ์กล่าว

“MQDC นำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นมากกว่าแค่ ‘การอยู่อาศัย’ แต่เป็นวิวัฒนาการเพื่อการยกระดับในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยรวม การหาพาทเนอร์ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี มาพัฒนาร่วมกัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนแม่บทของ MQDC สำหรับการสร้างและบูรณาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการในอนาคตของเรา การลงทุนเหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า MQDC ประยุกต์นวัตกรรมที่ยั่งยืนเข้ากับการใช้งานในชีวิตจริง แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ใส่ใจเพียงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น หากเรายังใส่ใจเรื่องการใช้นวัตกรรมเหล่านั้น ที่ตอบสนองความต้องการที่ลูกค้าเองยังไม่ทราบ และเชื่อมต่อกับบริการอื่น ๆ ในแพลตฟอร์มเดียวกันซึ่งนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ”

“ การเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นความเป็นจริงนั้น การยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ว่าจะเกิดจากรายละเอียดเล็กๆ หรือนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของเรา และการน้อมรับมุมมองใหม่ๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ ทำให้เราสามารถสร้างสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งส่งผลให้การดำเนินชีวิตของเรามีความงดงาม มีแรงบัลดาลใจ และปลอดภัยมากขึ้น” นายวิสิษฐ์กล่าวสรุป

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Research and Innovation for Sustainability Center หรือ RISC) ของ MQDC จะร่วมทำงานร่วมกับบริษัท Obotron ซึ่งเป็น Start-ups เพื่อที่จะออกแบบ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีความเป็นอยู่ การเก็บรวบรวมข้อมูล และนวัตกรรมสมองอัจฉริยะ (Artificial Intelligence – Ai) เรามุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาสุขภาพ และระบบการจัดการชีวิตประจำวัน เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาฯของ MQDC โดยจะครอบคลุม 3 ส่วนหลักดังต่อไปนี้

ระบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency Awareness): การรายงานสภาพการใช้กระแสไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ระบบที่ตอบสนองด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (Health System): โดยเซ็นเซอร์ตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะเชื่อมต่อกับระบบระบายอากาศแบบประหยัดพลังงานเพื่อทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับอากาศบริสุทธิ์ภายในห้อง และยังประหยัดการใช้ไฟฟ้า

ระบบการควบคุมเพื่อสนองวิถีการใช้ชีวิตเพื่อความสะดวกสบาย (Lifestyle Control): โดยนำเสนอระบบควบคุมอัจฉริยะซึ่งจะสามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมทุกระบบในบ้านได้จากโทรศัพท์มือถือ เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ระบบแสงสว่างอัตโนมัติ ระบบประตูหน้าต่างล็อคแม่เหล็กระบบดิจิตอลเพื่อเพิ่มความปลอดภัย โครงการยังมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดซึ่งเชื่อมต่อระบบความปลอดภัยที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน โดยที่ระบบทั้งหมดสามารถควบคุมได้ผ่านโทรศัพท์มือถือของลูกค้า

Read more article at MQDC เปิดตัวกรอบแผนงาน ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิวัฒนาการเพื่อยกระดับด้านสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่เป็นมากกว่าแค่ ‘การอยู่อาศัย’.

อนันดาฯ เปิดตัว Branding แคมเปญ ” Today Together Tomorrow”#WECulture ปลุกพลังบวก ชวนคนเมืองแชร์ประสบการณ์ พร้อมความคิดดีๆ เพื่อชีวิตคนเมืองที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ฯ ตระหนักและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเมือง จึงมุ่งมั่นรุดหน้าพัฒนาคอนโดติดรถไฟฟ้าคุณภาพเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์การพักอาศัยของคนเมือง พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมสำหรับวันนี้และอนาคต ล่าสุดเตรียมเปิดตัว Branding Campaign “Today Together Tomorrow” #WECulture ซึ่งถือเป็นภาคต่อของ “Ananda Live With Passion” เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ที่เน้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจาก Passion และวิธีคิดของตัวเราและส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์และผลักดันไปสู่เป้าหมายของแต่ละคน และสำหรับปีนี้เป็นการตอกย้ำแนวคิด Urban Living Solutions ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น คือ จาก Passion สู่การจัดการให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นจริง

ซึ่งแนวคิดของแคมเปญนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องของการร่วมมือซึ่งกันและกัน ( Collaboration ) การทำงานแบบเป็นทีม ( Team work ) เน้นความคิดสร้างสรรค์ เข้าร่วมนักขายบ้านมืออาชีพส่งเสริม เพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ และแบ่งปันสู่สังคม โดยไม่ได้ยึดถือว่าใครหรือคนใดเป็นเจ้าของความคิดสิ่งใดแต่เพียงผู้เดียว แต่หากเราเอาไอเดีย เอาความรู้ มาผสมผสานกันก็จะทำให้เกิดพลังบวกที่จะมาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ในสังคม เพราะเราเพียงคนใดคนหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิด สังคม หรือปัญหาที่มีอยู่ให้จางหายหรือหมดไปได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกระตุ้นให้ทุกคนเห็นความสำคัญและทำเพื่อส่วนรวม หรือ “WE” มากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือ “ME” โดย อนันดาฯ เราเชื่อในการร่วมมือกัน ช่วยกันหาคำตอบสำหรับปัญหาต่างๆ เพราะแต่ละคนก็มีทักษะและความถนัดในด้านที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่คนในองค์กร แต่รวมถึงคน กลุ่ม องค์กร สถาบันภายนอกที่ อนันดาฯ ได้ร่วมงาน เราได้เปลี่ยนวิธีการทำงานเป็น Open Platform เปิดรับทุกความคิด ดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนที่เป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลงอนาคตไปในทางที่ดีขึ้นเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์ แชร์ความรู้ แชร์ทัศนคติกับเราในการพัฒนาหา Solutions ต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตคนเมืองดีขึ้น” นายชานนท์กล่าว

แคมเปญ “Today Together Tomorrow”#WECulture เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นในการขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ณ ปัจจุบัน ถ้าทุกคนเชื่อว่า “ME” (ตัวเรา) เป็นจุดศูนย์กลางของสังคมและทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง อนันดาฯ จึงอยากชวนคนเมืองเปิดใจ คิดถึงภาพรวมและมองถึง “WE” (เราทุกคน) ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์สะท้อนผู้คนที่แตกต่างจากหลากหลายองค์กร ที่มีความถนัดและพรสวรรค์ที่ต่างกันและมาร่วมมือกันเพื่อหาทางออกให้กับคนเมืองที่ต้องประสบปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งที่ทำไม่ใช่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ต่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่อนันดาฯ เอง แต่ควรจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับสาธารณะที่ประสบปัญหาเหล่านั้นอยู่ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการคิด การระดมมันสมองจากผู้มีความสามารถหลากหลายท่านร่วมกัน เพื่อนำไปใช้และทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมสำหรับเราทุกคน

นอกจากนี้ พร้อมเปิดตัว Internet Film เพื่อตอกย้ำความเป็นตัวตนของแบรนด์ อนันดาฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยได้บุคคลที่มีความสามารถจากหลากหลายอาชีพ และเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมมาร่วมแชร์ความคิด แชร์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชีวิตคนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถรับชม ได้ทาง https://youtu.be/LvAydSUWLmE

Read related post at อนันดาฯ เปิด Branding แคมเปญ ” Today Together Tomorrow”#WECulture ปลุกพลังบวก ชวนชาวกรุงแชร์ประสบการณ์ พร้อมความคิดดีๆ เพื่อชีวิตชาวกรุงที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม.

พฤกษา ปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ รักษาผู้นำอสังหาฯ ยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ ชูแนวคิด Live Inspired

นายคมกริช นงค์สวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงาน Corporate Marketing บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมแบรนด์ใหม่ในรอบ 10 ปี ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินงานของพฤกษาในปีนี้ ในการรีเฟรชแบรนด์พฤกษา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย มีสไตล์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “Live Inspired” เป็นต้นแบบการใช้ชีวิตด้วยตัวคุณเอง โดยปรับ Mood & Tone ของสื่อโฆษณาต่างๆ ใหม่ทั้งหมด ล่าสุดได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ในรูปแบบ Internet Film จำนวน 3 เรื่องราว สื่อสารกับลูกค้า 3 กลุ่มหลักของพฤกษา ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตได้จากที่บ้าน โดยเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเน้นการทำการตลาด Digital Marketing มากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังปรับโฉมเว็บไซต์ pruksa.com ทั้งดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ให้สอดคล้องกับสื่อโฆษณาทั้งหมดที่ได้ Launch ออกไปก่อนหน้านี้ คิดว่านักขายบ้านมืออาชีพลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของแบรนด์พฤกษาในภาพลักษณ์ใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปัจจุบันพฤกษา เรียลเอสเตท ก่อตั้งมาแล้วกว่า 24 ปี พัฒนาโครงการสถานที่อยู่หลากหลายแบรนด์และหลายระดับราคา ทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม ครอบคลุมทุกทำเลทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหลักที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น เพื่อตอบสนองดีมานด์ของลูกค้าที่หลากหลาย และปีนี้ได้ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการปรับโฉมแบรนด์พฤกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ โดยนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการทำงาน เพื่อส่งมอบบ้านและการบริการที่ดีที่สุด ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของสถานที่อยู่ภายใต้แบรนด์ของพฤกษา

จนนำไปสู่การบอกต่อ ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้พฤกษาสามารถเติบโตและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างยั่งยืน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2560 พฤกษา ครองส่วนแบ่งตลาดสถานที่อยู่กรุงเทพฯและปริมณฑลสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีส่วนแบ่งตลาดรวมอยู่ที่ 13% จากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด 97,478 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์พฤกษา ซึ่งเรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์โครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต

ชมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ได้ที่ Facebook.com/PruksaFamilyClub หรือ Youtube:

ตอนที่ 1 https://youtu.be/GMwfxR7d9wE

ตอนที่ 2 https://www.youtube.com/watch?v=VlWhymgWVOk

ตอนที่ 3 https://www.youtube.com/watch?v=zvaYE3NKIDA

For more post, please visit พฤกษา ปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ รักษาผู้นำอสังหาริมทรัพย์ ยกระดับภาพลักษณ์ใหม่ โชว์แนวคิด Live Inspired.

VMPC ร่วมมือ โอ๊ควูด เอเชียแปซิฟิค แผ่ขยายธุรกิจโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองศรีราชา โอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ ศรีราชา

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาทาระ คอมเพล็กซ์ ศรีราชา นายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาฯชั้นนำครบวงจรทั้งเพื่อขายและเช่า ลงนามในสัญญาความร่วมมือ กับ มร. ดีน ชไรเบอร์ กรรมการผู้จัดการ โอ๊ควูด เอเชียแปซิฟิค (Oakwood Asia Pacific) เชนบริหารโรงแรมชั้นนำระดับโลก เพื่อเข้ามาบริหารจัดการโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองศรีราชา โอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ ศรีราชา (OAKWOOD HOTEL & RESIDENCE SRI RACHA) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว สูง 44 ชั้น จำนวน 458 ยูนิต บนเนื้อที่ 12 ไร่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,000 ล้านบาท ที่เตรียมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนเปิดให้บริการในปลายปี 2560 นี้

Please visit VMPC ร่วมมือ โอ๊ควูด เอเชียแปซิฟิค แผ่ขยายธุรกิจโรงแรมแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางเมืองศรีราชา โอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ ศรีราชา for related content.

จำนวนสถานที่อยู่คงค้างที่เหมาะสม = ?

ตามที่นักเศรษฐศาสตร์บางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจำนวนที่พักคงค้างมีมากเกินไป อาจกำลังเกิดฟองสบู่ขึ้น ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตกใจโดยทั่วไป และก็เป็นอุทาหรณ์อย่างดีว่า นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเศรษฐศาสตร์ในบางสาขาหรือไม่ได้จับข้อมูลก็ไม่อาจให้ความเห็นที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้

หลักเกณฑ์ที่จะใช้บอกได้ว่า ธุรกิจที่พักมีอุปทานมากเกินไปหรือไม่ หรือร้อนแรงเกินไปหรือไม่

คือ โครงการที่อยู่อาศัยจะต้องมีอัตราการขายไม่ควรจะต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนอุปทานที่พักคงค้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ประกอบการควรจะขายโครงการให้หมดพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาประมาณ 4 ปี เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวจะทำให้โครงการมีอัตราผลตอบแทนเงินทุนหรือ IRR ไม่น้อยกว่า 20%ต่อปี การขายหมดเร็วกว่า 4 ปี เช่น 2 ปี ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ก็ร้อนแรงเกินไป แต่ถ้าขายช้ากว่า 4 ปี จำนวนที่พักคงค้างก็จะสะสมมากเกินไป อันแสดงว่าภาวะตลาดซบเซา

เมื่อดูจากสถิติ %การขายต่อปีตามกราฟจะเห็นว่า ค่าเฉลี่ยใน 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 38.5 % หรือเทียบเท่าการขายโครงการให้หมดโดยเฉลี่ยที่ 2.6 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผลประกอบการที่ดี และต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าธุรกิจที่พักอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการลงทุนยังมีสุขภาพดี แม้ว่าจำนวนที่พักเสนอขายคงค้างจะอยู่ในช่วง 100,000-180,000 หน่วย ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด

ถ้าหากเปรียบเทียบ % การขายของปี 2542 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งอันเป็นปีที่ต่ำสุดที่ 14% ต่อปี และจำนวนคงค้างที่กว่า 140,000 หน่วย ก็จะทราบความแตกต่างได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่ผ่านไปแล้วเกือบ 20% และตลาดปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าเดิมประมาณ 2 เท่าตัว ถ้าหากจำนวนที่พักคงค้างมีเกิน 200,000 หน่วย ค่อยเริ่มคิดหาหนทางแก้ไข ก็ยังไม่สายเกินไป

Please visit จำนวนสถานที่อยู่คงค้างที่เหมาะสม = ? for more content.

SENA จับมือ “แอคคิวท์ เรียลตี้” ลุยธุรกิจตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ตอบโจทย์ดีมานด์ผู้บริโภค 360 องศา เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน-ดันรายรับโตแกร่ง

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ผู้ประกอบการอสังหาฯชั้นแนวหน้าของประเทศไทยและในฐานะ Developer รายแรกที่ทำหมู่บ้านโซลาร์เต็มรูปแบบ เผยว่า บริษัทฯได้ร่วมมือกับบริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านบริการอสังหาริมทรัพย์ในการเข้ามาบริหาร และดำเนินธุรกิจด้านตัวแทนในการซื้อ ขาย หรือให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ และบริหารงานขายโครงการ พร้อมให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยในส่วนของ “แอคคิวท์ เรียลตี้” จะเข้ามาดูแลและบริหารงานในส่วนของ 360º Living–Agent เพื่อให้การทำงานของ 360º Living–Agent ของบริษัทฯมีประสิทธิภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาฯของผู้ซื้อและเพิ่มเงินรายได้ให้กับบริษัทฯ

“ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเสนาฯกับแอคคิวท์ เรียลตี้ ในครั้งนี้ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเสนาฯ ที่ต้องการฝากขาย หรือปล่อยให้เช่า ผ่าน 360º Living–Agent โดย แอคคิวท์ เรียลตี้ จะเข้ารจัดการ หาผู้ซื้อหรือผู้เช่า เพื่อสร้างมูลค่าให้กับทรัพย์สิน พร้อมมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับผู้ซื้อหรือผู้เช่า”ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

นอกจากนี้ ยังวางแผนในการมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตลาดทั้งออนไลน์ และออฟไลน์เพื่อให้เข้าถึงผู้ซื้อทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อยและกลุ่มลูกค้านักลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าด้วยความคุ้มค่า โดยวางเป้าหมายนักขายบ้านมืออาชีพเงินรายได้จากธุรกิจนายหน้าอสังหาฯผ่าน 360º Living–Agent

“แอคคิวท์ เรียลตี้ ถือว่าเป็นผู้ที่มีความชำนาญและมีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ เป็นที่รู้จักในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ในด้านการซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ มาเป็นเวลานานกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ SENA ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแล แอพพลิเคชั่น SENA 360 SERVICE ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการหลังการขายของบริษัทฯได้โดยง่าย สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์การดำเนินงานในปีนี้ SENA จะเน้นการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาสินค้าและบริการของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว

นายปรีชา ศุภปีติพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด ประกอบกิจการประเภทกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาฯ กล่าวว่า 360º Living–Agent ถือเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง ทั้งรูปแบบบริการรับฝากขาย–เช่า อสังหาฯทั้งเพื่อพัก หรือลงทุน โดยจะบริหารงานโดย บริษัท ลีฟวิ่ง เอเจ้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ SENA ให้แข็งแกร่ง รวมทั้งสร้างยอดขายเพิ่ม เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยบริการ 360 Living Agent จะเน้นมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตลาด ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่ทันสมัยและรวดเร็ว เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย เน้นการสร้างโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อย และกลุ่มลูกค้านักลงทุนเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าที่คุ้มค่า มีบริการที่เป็นมาตรฐาน แบบมืออาชีพ และมีความน่าเชื่อถือ เปรียบเสมือนเจ้าของโครงการ ดูแลลูกบ้านสามารถให้คำแนะนำในการฝากขาย–เช่า แบบครบวงจร เช่น การตั้งราคาที่เหมาะสม การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การตกแต่ง การเตรียมเอกสาร สัญญาต่างๆ การโอนกรรมสิทธิ์ การให้คำแนะนำในการขอกู้ซื้อบ้านจากสถาบันการเงิน เป็นต้น

” ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และมอบบริการที่ดีเป็นที่พึงพอใจให้กับลูกค้า เพราะด้วยความชำนาญและเชี่ยวชาญด้านนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวนาน และเป็นที่ยอมรับในการขายทรัพย์สินมือสอง ให้กับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ” 360Living-Agent” จะเริ่มตั้งแต่ต้น–จนจบกระบวนการ เช่นการตั้งราคาที่เหมาะสม การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การแนะนำการตกแต่ง การเตรียมเอกสาร สัญญาต่างๆ การโอนกรรมสิทธิ์ การให้คำแนะนำในการขอกู้ซื้อบ้านจากสถาบันการเงิน เป็นต้น โดยเราจะมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งทาง Online และ Offline ผ่านช่องทางต่างๆของเรา เพื่อให้เกิดการขาย และ เช่าอย่างรวดเร็ว และตรงตามความต้องการลูกค้า “นายปรีชา กล่าว

Please visit SENA ร่วมมือ “แอคคิวท์ เรียลตี้” ลุยธุรกิจโบรกเกอร์อสังหาริมทรัพย์ ตอบโจทย์ความต้องการผู้ซื้อ 360 องศา เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์-ดันเงินได้โตแกร่ง for more detail.

กคช.เข้าร่วมกับสถานีวิทยุ F.M.96.5 จัดกิจกรรมสืบสานปณิธานงานของพ่อโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย

การเคหะแห่งชาติร่วมกับสถานีวิทยุ F.M.96.5 คลื่นความคิด จัดกิจกรรม “สืบสานปณิธานงานของพ่อ กับการเคหะแห่งชาติ” โดย นายบัญชา บัญชาดิฐ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ นำทีมผู้ปฏิบัติงานการเคหะแห่งชาติ พร้อมกับตัวแทนอสังหาริมทรัพย์คนชุมชนบ้านเอื้ออาทรรวมทั้งสิ้น 40 คน เข้าศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียด้วยกลไกธรรมชาติ ชมเทคโนโลยีการทำปุ๋ยหมักจากขยะโดยการ ฝังกลบในกล่องคอนกรีต พร้อมทั้งทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2560 นี้ ณ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี

นายบัญชา บัญชาดิฐ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติและสถานีวิทยุ F.M.96.5 คลื่นความคิดได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และในครั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงกำหนดจัดกิจกรรม “สืบสานปณิธานงานของพ่อกับการเคหะแห่งชาติ” โดยนำชาวชุมชนจำนวน 40 คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 1 บ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน) บ้านเอื้ออาทรรังสิตคลอง 10/2 และบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 2 ศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียด้วยกลไกธรรมชาติ ชมเทคโนโลยีการทำปุ๋ยหมักจากขยะโดยการฝังกลบในกล่องคอนกรีต พร้อมทั้งทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ “การทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดอกต้นธูปฤาษี” เพื่อให้คนชุมชนมีรายรับเสริมและเกิดการกระจายรายรับอย่างทั่วถึงอีกด้วย

For related content, please visit กคช.เข้าร่วมกับสถานีวิทยุ F.M.96.5 จัดกิจกรรมสืบต่อปณิธานงานของพ่อโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย.

พลัสฯ แนะลงทุนคอนโดมิเนียมรีเซล เปิดตัวผลวิจัยล่าสุดราคาต่ำกว่าคอนโดมิเนียมมือหนึ่งที่เปิดใหม่ 26-44%

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาฯ วิเคราะห์ตลาดคอนโดมิเนียมนำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ส่วนต่างราคาเทียบกับโครงการใหม่น่าสนใจอยู่ในอัตรา 26 – 44% พบโซนริมน้ำราคาต่างกับโครงการใหม่สูงสุด 44% รองลงมาคือราชเทวี–พญาไท ส่วนต่าง 38% สามเป้า–หมอชิต 32% ส่วนโซน CBD ส่วนต่างราคา 26%-28% หากพิจารณาในภาพรวมพบค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของคอนโดมิเนียมรีเซลกับโครงการใหม่ต่างกันถึง 33%

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาฯครบวงจร กล่าวว่า ปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยของคอนโดโครงการใหม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยโครงการคอนโดแนวสูง (High Rise) ที่อยู่ในระยะรถไฟฟ้าและทำเลศักยภาพอย่างพื้นที่ริมน้ำที่เปิดขายในช่วงปี 2557-2559 หรือช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีราคาเฉลี่ยเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 235,000 บาทต่อตารางเมตร มีอัตราการก้าวหน้าของราคามากกว่าปีละ 10% โดยโซนที่ราคาโครงการใหม่เปิดตัวสูงสุดคือโซนริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าจนถึงสะพานพระรามสาม มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 366,000 ตารางเมตรหรือเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 44% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือโซน CBD ที่ปัจจุบันราคาเสนอขายของโครงการเปิดตัวใหม่ราคาสูงกว่า 200,000 บาท ซึ่งประกอบด้วยโซนพร้อมพงษ์–ทองหล่อ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 325,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาเติบโตประมาณ 25% ต่อปี, โซน เพลินจิต–ชิดลม–อโศก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 278,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาก้าวหน้าโดยเฉลี่ยปีละ 14% ส่วนโซนราชเทวี–พญาไทมีราคาโครงการใหม่เปิดโดยเฉลี่ย 255,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาเติบโต 15% ต่อปี

“จากข้อมูลข้างต้น ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมที่นำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาขายของตลาดรีเซลโดยส่วนใหญ่เฉลี่ยที่ต่ำกว่าโครงการเปิดตัวใหม่ในทำเลเดียวกันค่อนข้างมาก คิดเป็นราคาต่ำกว่าราคาขายคอนโดมือหนึ่งที่พึ่งเปิดใหม่ประมาณ 26 – 44% โดยเมื่อเปรียบเทียบโครงการที่เปิดขายในช่วงไม่เกิน 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าโดยภาพรวมราคารีเซลมีราคาต่ำกว่าโครงการที่เปิดใหม่อยู่ที่ 33% โดยโซนที่ราคามีความแตกต่างมากสุดคือโซนริมแม่น้ำ (ต่างกันถึง 44%) สำหรับย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ได้แก่ โซนเพลินจิต–ชิดลม–อโศก แตกต่างจากโครงการเปิดตัวใหม่ 26% โซนพร้อมพงษ์–ทองหล่อ ราคาแตกต่างประมาณ 28% โซนสีลม–สาธร ราคาแตกต่างกันอยู่ที่ 26% สำหรับโซนพระรามเก้า–ศูนย์วัฒนธรรม ราคาแตกต่างกันอยู่ที่ 32% โซนราชเทวี –พญาไท ราคาแตกต่างกันประมาณ 38% ส่วนโซนสนามเป้า–หมอชิต ราคาแตกต่างประมาณ 32% ส่วนโซนพระโขนง – อ่อนนุช ราคาแตกต่างกันประมาณ 30% ซึ่งสภาพอาคารของโครงการรีเซลเหล่านี้มักได้รับการดูแลอย่างดี ไม่แตกต่างจากโครงการใหม่มากนัก แม้ว่าวัสดุหรือรูปแบบอาจจะแตกต่างจากโครงการใหม่บ้าง แต่จากราคาที่ต่ำกว่าในทำเลที่ดีไม่ต่างจากโครงการใหม่ จึงทำให้ตลาดรีเซลได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจัยหลักมาจากราคาที่สามารถจับต้องได้ง่ายกว่า และทำเลบางแห่งที่ไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นแล้ว”

จากสถานภาพซื้อขาย บ้าน ที่ดิน และคอนโดศก.ของไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย ไตรมาสที่ 1/2560 โดยล่าสุดสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3.3% ปัจจัยการลงทุนของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ยังเป็นตัวผลักดันการก้าวหน้า เช่น การลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ นำมาสู่การลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเริ่มดำเนินก่อสร้างและเบิกจ่ายได้ อีกทั้งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้การใช้จ่ายเริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งโครงการใหม่และโครงการรีเซล ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจะเน้นพัฒนาในโครงการที่เจาะตลาดระดับบนมากขึ้นเนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ยังคงมีกำลังซื้อและไม่ได้รับผลกระทบจากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมากนักรวมไปถึงราคาที่ดินในกรุงเทพฯมีราคาที่แพงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจึงมีส่วนทำให้ราคาโครงการเปิดใหม่ปรับตัวสูงขึ้นตลาดรีเซลจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน

“หากพิจารณาในแง่ของผลตอบแทนการในการลงทุนในคอนโดมิเนียมพบว่าคอนโดมิเนียม High Rise ในกรุงเทพมหานครโดยภาพรวมผลตอบแทนจากการขายต่อในระยะการถือครองระยะเวลา 3-5 ปี มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 – 50% และในบางโครงการที่ถือครองมากกว่า 7 ปีอาจได้ผลตอบแทน สูงถึง 80-90% อาทิ โครงการควอทโทรบาย แสนสิริ หรือโครงการริมน้ำอย่างเดอะ ริเวอร์ นอกจากนี้ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกจากการได้กำไรจากการขายแล้วยังสามารถปล่อยห้องให้เช่าได้ โดยอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับโดยเฉลี่ยของตลาดรีเซลอยู่ที่ 5-7% ซึ่งโซนพร้อมพงษ์–ทองหล่อ–เอกมัยและโซนราชเทวี–พญาไทเป็นโซนยอดฮิตสำหรับปล่อยเช่าที่ได้อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอยู่ที่ 5% ส่วนโซนพระโขนง – อ่อนนุช ได้ผลตอบแทนสูงถึง 7%” นายอนุกูล กล่าว

For more content, please visit พลัสฯ แนะลงทุนคอนโดรีเซล เผยผลวิจัยล่าสุดราคาต่ำกว่าคอนโดมือหนึ่งที่เปิดใหม่ 26-44%.

CMC Group ร่วมกับจัดกิจกรรมจิตอาสาพาเข้ามาวัด ณ วัดพุทธบูชา

CMC Group ร่วมกับบริษัทคู่ค้า จัดกิจกรรมจิตอาสาพาเข้าวัด ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 เพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนของพุทธศาสนา ด้วยการนั่งสมาธิ การเดินจงกลม รวมถึงการบำเพ็ญประโยชน์ การให้ และการดูแลรักษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์สภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณในวัดพุทธบูชา เมื่อเร็ว ๆนี้

กลุ่มบริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทคู่ค้า ได้แก่ บริษัท ก้าวกฤช จำกัด บริษัท วิเทจ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด บริษัท มินเนอร์วา แมนเนจเมนท์ จำกัด บริษัท โปรพลัส วู๊ด จำกัด จัดกิจกรรม จิตอาสาพาเข้าวัด ณ วัดพุทธบูชา เพื่อให้พนักงาน CMC Group และ บริษัทคู่ค้า รับฟังธรรมบรรยาย ฝึกการนั่งสมาธิเบื้องต้น การปฎิบัติตนตามหลักพุทธศาสนา การรู้จักอุทิศตน รวมถึงการรักษาความสะอาดบริเวณอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม และบริเวณรอบๆ ท่าน้ำ ภายในวัด การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างความศรัทธา ความสงบ ให้รู้จักการควบคุมอารมณ์ สร้างจิตใจให้เบิกบาน รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไห้ตระหนักถึงการกระทำความดีตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ดำรงชีวิตอย่างมีสติ และประพฤติปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรมอันจะส่งผลต่อเนื่องให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ตนเองและองค์กรเจริญเติบโตก้าวหน้า โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาบุญทัน คุตตปุญโญ รองเจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา ให้ความรู้และฝึกการนั่งสมาธิและวิปัสสนา

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น นอกจากจะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้จิตอาสา CMC Groupสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมโยงการร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ทุกไตรมาส และร่วมบำเพ็ญประโยชน์ระหว่างพนักงาน ผู้บริหาร และบริษัทคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel: 1172

E-Mail: webmaster@cmc.co.th, www.cmc.co.th, www.facebook.com/cmc.co.th

Please visit CMC Group ร่วมกับจัดกิจกรรมจิตอาสาพาเข้ามาวัด ณ วัดพุทธบูชา for related content.

จ่อแล้ว!ซานโดรโอเคเงื่อนไขสิงห์ฉลุย

กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อของอิตาลี ตีข่าว อเล็กซ์ ซานโดร ฟูลแบ็ก ยูเวนตุส ตกลงเงื่อนไขต่างๆ กับ เชลซี ได้แล้ว หลังจากที่จะได้ค่าเหนื่อยถึง 6 ล้านปอนด์ต่อปี

อเล็กซ์ ซานโดร แบ็กซ้ายชาวบราซิเลียนของ ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับ เชลซี ยอดทีมแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แล้ว ตามรายงานของ กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อของแดนมะกะโรนี

เชลซี ให้ความสนใจในตัว ซานโดร มาได้พักหนึ่งแล้ว โดยพวกเขาเคยยื่นข้อเสนอไปที่ 45 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,025 ล้านบาท) แต่ก็โดนปฏิเสธอย่างไม่ไยดี อย่างไรก็ตาม “สิงห์บลูส์” ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะลือกันว่าพวกเขาเตรียมที่จะยื่นข้อเสนออีกครั้ง

โรงแรม สระแก้ว pantip ทั้งนี้ กัลโช่แมร์คาโต้ เผยว่ามันมีการเจรจาระหว่าง เชลซี กับ ซานโดร ไปแล้ว และตัวนักเตะก็ถูกใจมากๆ เพราะทีมดังแห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เสนอที่จะให้ค่าเหนื่อยเขาถึง 6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 270 ล้านบาท) ต่อปี โดยตอนนี้เขาก็ปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่ที่ ยูเวนตุส ยื่นให้แล้วด้วย

Read related post at 2รอบติด!สิงห์เล็งทุบสถิติฉกซานโดร-ฟานไดจ์ค.